ก่อนที่เราจะไปเลือกของเล่นกัน เรามาทำความรู้จักทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อหรือ motor skill กันก่อนดีกว่า ทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อของเด็กสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor skill) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆของร่างกาย เช่น แขน ขา เท่า หรือลำตัว โดยทักษะนี้จะรวมไปถึงการพัฒนาความคล่องแคล่ว การทรงตัว การสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ความแข็งแรง ความไวในการเปลี่ยนท่าทางและทำให้มีทักษะในการเล่นกีฬาที่ดี ส่วนที่สองจะเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine motor skill) ซึ่งเป็นการบริการส่วนของร่างกายที่เล็กกว่า เช่นการหยิบจับสิ่งของระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง การออกแรงในการเล่นดนตรี หรือแม้แต่การบังคับทิศทางดินสอ โดยกล้ามมัดเล็กจะช่วยให้เด็ก ๆ เขียนหนังสือได้สวย เขียนได้นาน และเป็นระเบียบอีกด้วย วันนี้ Deklen จะมาแนะนำการเลือกของเล่นที่จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อของเจ้าตัวเล็ก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายให้กับเด็ก ๆ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ กันค่ะ 1. ลูกบอลหลากหลายรูปทรงและขนาด ไม่ว่าจะเป็น ลูกบอลโฟม ลูกบอลแบบกลวง หรือลูกบอลดึ๋งดั๋ง ก็สามารถช่วยเพิ่มทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อของเจ้าตัวเล็กได้ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการพัฒนาในเรื่องการเคลื่อนไหว รวมถึงการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ อีกด้วยค่ะ
Author Archives: admin
คำถาม เรื่องการให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการ ? เคยสงสัยไหมค่ะว่าลูกเราควรเรียนพิเศษวิชาการเหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆเค้าไหม ? Q : ลูกพึ่งอยู่อนุบาล ใจจริงเรายังไม่เคยคิดอยากให้เค้าเรียนพิเศษวิชาการ ตั้งใจว่าโตกว่านี้ค่อยเรียนน่าจะดีกว่า A : จากคำแนะนำของคุณหมอท่านหนึ่งให้ไว้ว่า ” เด็กวัย 5-7 ขวบ ยังไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรมากนัก ช่วงนี้เป็นช่วยวัยเตรียมควรพร้อมพื้นฐาน หากเร่งสอนให้อ่านออกเขียนได้ คิดเลขได้ก่อนวัย 7 ขวบก็จริงก็ดี แต่ความพร้อมและความถนัดในหลายๆทางก็จะสูญเสียไปด้วย เหมือนดังเช่นในปัจจุบันที่เด็กๆหลาๆคนเมื่อเติบโตขึ้นมา เค้ากลับไม่เคยรู้หรือรู้ตัวเลยว่าเค้าชอบอะไร และไม่ชอบอะไร เพราะเวลา 24 ชม.ในวัยเด็กของพวกเค้านั้น หมดไปกับการอ่านออกเขียนได้และการเรียนรู้เชิงวิชาการ จึงไม่เหลือเวลาให้ทดลอง สืบค้น ค้นหาตัวเองในด้านต่างๆ ในทางตรงกันข้าม หากเด็กๆมั่วแต่มุ่งมั่นแข่งขันในเชิงวิชาการ เค้าก็จะต้องแข่งไปเลื่อยๆจนเข้าสู่มมหาลัย และเกิดวันใดที่เค้าแพ้ เค้าก็จะไม่เหลือความสามารถใดๆในการดำเนินชีวิตต่อ เพราะที่ผ่านมาเค้าเหล่านั้นเรียนและรับรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่ลองไตร่ตรองดูว่าอยากให้ลูกๆของท่านโตมาแบบไหนดีในสังคมปัจจุบัน ?
นิทาน หากเราได้เดินดูตามร้าน จะพบว่าหนังสือนิทานหลายเล่มจะระบุช่วงอายุที่เหมาะสมต่อเด็กๆไว้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากการที่คุณหมอได้อธิบายความจำเป็นในการเลือกนิทานตามช่วงอสยุวัยไว้นั้น เป็นเพียงเพื่อช่วบให้การเห็นภาพและเข้าใจในเนื้อหาของเด็กง่ายขึ้นก็เพียงเท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้มีความจำเป็นหรือซีเรียสมากนักในการที่ต้องเล่านิทานตามช่วงอายุวัยแบบเป๊ะๆ ซึ่งก็คล้ายๆกับการเลือกของเล่นที่มีจุดประสงค์เพียงเพื่อความปลอดภัยต่อเด็กๆเป็นหลักค่ะ หากน้องๆเล่นอยู่ในสายตาและการควบคุมของพ่อแม่แล้ว เราก็สามารถให้น้องๆได้ลองเล่นได้หลายๆแบบหลายๆช่วงวัยค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นนิทานหรือของเล่นเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อายุที่เท่ากันก็ไม่เหมือนกัน บางคนกลัวบางคนไม่กลัว หากกลัวเราก็เลิกอ่านเล่มนี้ไปลองเล่มใหม่ หรืออาจจะลองถามสาเหตุว่าน้องไม่ชอบจุดไหนกลัวเพราะมีอะไรในนั้นค่ะ มิใช่กลัวแล้วพยายามฝึกความเข้นแข็งอ่านต่อไป อาจพักเล่มนั้นไว้ก่อนหาสาเหตุแล้วผ่านไประยะหนึ่งค่อยนำกลับมาลองอ่านให้เค้าฟังใหม่ก็ได้นะค่ะ นิทานที่มีพระเอกมีผู้ร้าย ความดีความชั่ว มีแม่มด มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เนื้อหาเหล่านี้ดีต่อพัฒนาการด้านจิตใจ โดยเฉพาะจิตใต้สำนึกเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญโลกแห่งความจริง เทพนิยายส่วนใหญ่ช่วยเตรียมความพร้อม พวกเขาตีความไม่เหมือนเราอยู่แล้วค่ะ เทพนิยายและตำนานอยู่รอดมาได้เพราะมักรักษาสมดุลได้ดีมาตลอดหลายพันปี ” เด็กบางคนสามารถรับรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งหรือซับซ้อนได้เร็ว ก็มิได้แปลว่าฉลาดกว่าเด็กคนอื่นๆ วิธีรับมือและตีความของเขาไม่เหมือนเรา แต่จะอย่างไรก็ตามการที่เขาอ่านหนังสือที่เกินตัวเลขอายุแนะนำได้ดี ถือว่าเป็นเรื่องน่าดีใจ คล้ายๆคำถาม อายุเท่านี้เท่านั้นเล่นนั่นเล่นนี่ได้หรือยัง โดยส่วนตัวไม่เคยถือสาเลย เอาทุกอย่างมาเล่นกับลูก เขาชอบ เล่นต่อ เขาไม่ชอบพักไว้ก่อน ปีหน้าค่อยลองใหม่ “
ทำไมเด็กๆถึงร้องอาละวาด? ทำไมเด็กๆถึงร้องอาละวาด ในเด็กวัยนี้จะเริ่มแสดงออกถึงตัวตน การเป็นตัวของตัวเอง ต้องการเป็นอิสระ พยายามที่จะทำอะไรที่เกินความสามารถ เริ่มอยากรู้อยากเห็น มีความต้องการจะควบคุมทุกอย่าง ต้องการจะตัดสินใจเอง ยิ่งถ้าเด็กๆมีอาการ หิว เหนื่อย หงุดหงิดหรือกลัว เด็กๆก็จะยิ่งควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ บ่อยครั้งเค้าจึงแสดงอาการ และความรู้สึกออกมาตรงๆ ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองเป็นเรื่องยากสำหรับเขา การร้องอาละวาดที่พวกเราเห็น จึงเป็นหนึ่งในการปลดปล่อยอารมณ์ของเด็กๆ สาเหตุที่อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมเช่นนั้น ได้แก่ พญ. สินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการ และพฤติกรรม โรงพยาบาลเวชธานีให้ข้อมูลว่า เด็กในช่วงอายุ 1-3 ปี หลายท่านคงเคยได้ยินคำเรียกเด็กวัยนี้ว่า “วัยต่อต้าน” เพราะเมื่อเด็กวัยนี้รู้สึกคับข้องใจ โกรธ หรือผิดหวัง พวกเขามักแสดงออกโดยการร้องไห้ แผดเสียง หรือกระทืบเท้าไปมา ซึ่งบางครั้งทำให้ผู้ปกครองรู้สึกโกรธ หรืออับอายได้ อย่างไรก็ตาม การร้องอาละวาดเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กเพื่อที่จะเรียนรู้การควบคุมตนเอง และในความเป็นจริงเด็กเกือบทุกคนต้องมีภาวะนี้บ้างไม่มากก็น้อย ข้อจำกัดเรื่อง พัฒนาการทางภาษาที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือถามได้ทั้งหมด ไม่รู้จะบอกความรู้สึกของตนเองอย่างไร (หลังอายุ 3 ปีเด็กส่วนใหญ่สามารถบอกความรู้สึกได้ การร้องอาละวาดจึงค่อยๆลดลง ส่วนเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาช้า การร้องอาละวาดอาจจะคงอยู่นานกว่า) ข้อจำกัดเรื่องพัฒนาการด้านอื่นๆ คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย / พัฒนาการด้านสติปัญญา
หลายคนอาจมีเวลาให้กับลูกๆน้อยลง หลายๆบ้านอาจจะยังไม่เคยเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมค่ะว่า นิทานนั้นดีอย่างไรและเหตุใดจึงควรเล่านิทานให้ลูกฟังบ่อยๆหรืออย่างน้อยก่อนนอนสัปดาห์ล่ะ 1-2 ครั้งก็ยังดีค่ะเรามาดูกันว่าข้อดีของการเล่นนิทานมีอะไรกันบ้าง เผื่อคุณพ่อคุณแม่หลายท่านอยากจะหันกลับมาเริ่มเล่นนิทานให้เด็กๆฟังกัน 1. นิทานสามารถสร้างให้ครอบครัวอบอุ่นได้ ช่วงเวลาดีๆที่พ่อแม่เล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟังสามารถนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้าง ปัญญาของเด็กๆได้เป็นอย่างดี 2. นิทานปลูกฝังให้เด็ก ช่างคิด ช่างถามและช่างสังเกตุ ทำให้เด็กมีความฉลาด มั่นใจ และกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก ทำให้มีความฉลาดทั้งทางปัญญา (IQ) และฉลาดทางอารมณ์ (EQ) 3. นิทานช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้ง่ายขึ้น การฟังนิทานเด็กจะได้รับความเพลิดเพลิน ทำให้เค้าได้รับฟังการออกเสียง การใช้ภาษา การเรียงปรโยค ได้รู้จักรูปประโยค ความหมายของคำ และเกิดทัศนคติที่ดีว่าภาษาแท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องสนุก ใช้ได้จริงในชีวิตและง่ายต่อการับรู้รับฟัง 4. นิทายช่วยสร้างนิสัยรักการอ่าน การเล่าหรือการอ่านนิทานให้เด็กฟังจะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเพราะการ อ่านจะทำให้มีสมาธิ และอ่านหนังสือได้รวดเร็ว 5. นิทานสามารถสร้างและกระตุ้นจินตนาการในเด็กได้เป็นอย่างดี น้ำเสียงในการเล่านิทานเรื่องต่างๆจะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพ การกระทำของตัวละครในเรื่องแต่หละ่ตัวในฉากแต่ล่ะฉากเปลี่ยนไปเลื่อยๆ รวบรวมจนเป็นเืรองราว ตั้งแต่ต้นจนจบ จึงเป็นการสร้างจินตนาการไปพร้อมๆกับการรับรู้เรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน 6. นิทานสร้างความรู้สึกไม่ได้กำลังถูกสอนให้กับเด็ก เพราะเนื้อหาของนิทานจะมีขั้นตอนในการสร้างความเข้าใจรวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาและบทสรุปของเรื่องที่ ให้ข้อคิดต่อเรื่องนั้นๆ 7.นิทานสร้างความสัมพัธ์ที่ดีในครอบครัว ช่วงเวลาดีๆที่พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง จะเป็นช่วงเวลาแห่งความรักและความอบอุ่นเป็นการเสริมสร้างสายใยความผูกพันอันดีระหว่างพ่อแม่ลูก 8. นิทานช่วยสร้างสมาธิ เด็กมักจะฟังนิทานอย่างตั้งใจเพราะส่วนมากจะเป็นเรื่องที่พวกเค้าไม่เคยรู้มาก่อน ในช่วงเวลานั้นเองของการตั้งใจฟังการจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างนิ่งๆนานๆอย่างตั้งใจถือเป็นการฝึกสมาธิที่ดี หากเลือกเล่านิทานที่เหมาะกับช่วงวัยจะทำให้ เด็กเข้าใจ อยากรู้และติดตามต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นถือเป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กได้ เป็นอย่างดี 9. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีความรู้ และความฉลาดทางอารมณ์ หากเด็กชอบฟังนิทานเด็กก็จะปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ฟังนิทานจากผู้ใหญ่
จริงๆแล้วมีคนที่เก่งภาษาที่ 2 ที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่โดยไม่เคยไปเรียนเมืองนอกเลย ลูกคุณก็ทำได้เช่นกัน ! จากผลวิจัยพบว่าเด็กเล็กต้องได้รับรู้ภาษา 30% ของเวลาการตื่นนอนโดยประมาณ ถึงจะมีความสามารถพูดภาษานั้นๆ ได้คล่องแคล่ว การเริ่มพูดคุยกับลูกตั้งแต่เขายังเล็กๆ ด้วย 2 ภาษานั้นช่วยให้เค้ารับรู็ได้เร็วขึ้นและเป็นธรรมชาติ ในช่วงเด็กเล็กลูกน้อยจะมีความสามารถในการเรียนรู้สูง และรับรู้พร้อมซึมซับทุกอย่างได้ดี การเพิ่มเติมภาษาอาจจะต้องเป็นการดำเนินการที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นสองภาษาที่จำเป็นที่สุดก่อน วิธีการสอนอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ลูกรักเป็น เด็ก 2 ภาษา คุณครูคนแรก เพราะการเรียนรู้เริ่มจากที่บ้าน ควรมีข้อตกลงกันในครอบครัวว่าคนใดจะพูดสองภาษากับลูก โดยคนๆ นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีเวลาอยู่กับเด็กค่อนข้างมาก และยึดให้คนๆ นั้นเป็นคุณครูสอนภาษาหลัก ซึ่งอาจจะเป็นคุณแม่ หรือ คุณย่า คุณยาย ในกรณีที่ในบ้านมีคนพูดภาษาที่ 2 ได้หลายคน ก็ยิ่งเป็นการดีในการเปิดโอกาสให้ลูกซึมซับภาษาที่ 2 มากขึ้น นอกจากการพูดคุยทั่วไปแล้ว ยังสามารถสอนภาษาเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การไปซื้อของในตลาด การไปสวนสาธารณะ หรือเลือกหัวข้อการเรียนรู้ตามพัฒนาการ หรือ ความสนใจของเด็ก สิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนการสอน การทำความรู้จักกับสังคม หรือ เพื่อน ๆ ที่สอนภาษาที่ 2
10 วิธีง่ายๆฝึกฝนได้ด้วยตัวคุณเองให้ลูกน้อยพูด ” ภาษาอังกฤษ ” เป็น อย่างที่หลายๆครอบครัวได้ติดตาม และสนใจการเลี้ยงลูกๆของแม่ตุ๊กพ่อแแหว่งในช่อง Little Monster ที่มีให้น้องจิน และน้องเรนนี่แล้วเป็นอะไรที่ได้ผลดีสุดๆเลยใช่ไหมค่ะโดยทั่วไปแล้ว การเรียนรู้ภาษาทุกภาษาที่ดีควนต้องมีทักษะทั้ง 4 เชื่อมโย่งกันไปอย่างที่แม่ตุ๊กสอนน้องๆ คือการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กเล็กแล้ว การเริ่มฝึกทักษะภาษาควรเริ่มต้นด้วยการฟัง และการพูดตามลำของการพัฒนาสมองต่อการเรียนรู้ การพัฒนาการพูดภาษาเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกับทักษะการฟังเพื่อให้รับรู้ และเข้าใจที่สิ่งที่ต้องการสื่อ เรื่องที่สื่อสารจึงจะมีการตอบโต้กันได้ทั้งสองฝ่าย ข้อดีของการที่ลูกเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษกับคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เด็กจะได้เรียนรู้ภาษาแบบค่อยเป็นค่อยไป และเป็นธรรมชาติ ดังนั้นทั้ง 2 ทักษะจึงมีความสัมพันธ์ และสำคัญในทางเดียวกันเมื่อคุณอยากให้ลูกพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ 10 ข้อต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำในการฝึกฝนให้ลูกคุณพูดภาษาอังกฤษ หรือนำไปปรับใช้กับภาษาอื่นๆได้ด้วย 1. เนื่องจากเด็กเล็กจะชอบเลียนเสียงที่ได้ยินหรือรับฟัง ดังนั้นภาษาที่สอนพวกเค้าควรมีความถูกต้องในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ผู้สอนจึงควรเตรียมความพร้อมก่อนทำการสอนโดยอาจใช้เครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมการออกเสียงภาษาอังกฤษ ได้ฝึดฝนทั้งคุณและเด็กๆ 2.เริ่มต้นด้วยคำศัพท์ง่ายๆสั้นๆพูดแล้วชี้ไปที่สิ่งของที่ต้องการสื่อสารโดยไม่ต้องแปล ให้เด็กเน้นจดจำทางกายภาพจากภาพลักษณ์ รูปร่าง และสีสัน 3.ใช้คำหรือวลีสั้นๆที่เป็นคำพื้นฐานมักได้ยินง่ายๆทั่วๆไป ทักทายทุกๆวันพร้อมประกอบท่าทางตอนพูดเช่น Hi,Thanks, Good Morning, Goodnight , Bye, Kiss me, love
สื่อเทคโนโลยียุคดิจิตอล ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การที่เด็กๆสามารถสื่อสารได้สองภาษา หรือมากกว่านั้นคงดีไม่น้อย คุณพ่อคุณแม่หลายคนคำนึงถึงเรื่องนี้ จึงมีสื่อต่างๆมากมายที่ออกมาช่วยให้เด็กๆเรียนรู้ภาษาที่ 2 และ 3 เพิ่มอย่างสนุก และง่ายต่อการเข้าใจมากขึ้น สื่อที่ดีจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้จะจดจำได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ผู้สอนหรือผู้ปกครองก็ยังสนุกไปกับน้องๆพร้อมกันอีกด้วย การเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการของเด็กๆเอง ยิ่งจะช่วยกระตุ้นการอยากรู้อยากเห็น และพัฒนาตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอ รวดเร็ว และง่ายต่อการเข้าถึง การฟัง พูด อ่าน เขียน ได้มากกว่าหนึ่งภาษา ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบที่เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว มีงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่ได้สนับสนุนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด – 8 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองพัฒนาเต็มที่ เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็ว ดีกว่าเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นหลายครอบครัวที่มีเด็กเล็ก จึงเริ่มหันมาสนใจการสอนให้ลูกเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมากยิ่งขึ้น หากการใช้ สื่อเทคโนโลยียุคดิจิตอล นั้นสามารถช่วยให้เด็กๆเรียนรู้ภาษาได้ง่ายขึ้น และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรมีการกำหนดขอบเขตการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อให้เด็กๆได้รับประโยชน์ และไม่เกิดโทษ 1. ช่วงอายุที่เหมาะสมนั้นสำคัญ โดยทั่วไปเด็กที่อายุมากกว่าสองขวบขึ้นไป ที่สามารถดูสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ซึ่งไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง หรือครู เน้นการดูสื่อในเชิงบวกที่ช่วยพัฒนาสมองได้มากกว่าการดูสื่อที่ให้เพียงความสนุกสนาน หรือทางที่ดี ควรจะสลับกันโดยบ่างระยะเวลาให้เหมาะสม 2. เนื้อหาของสื่อ
ของเล่นนั้นสำคัญ แต่การเล่นด้วยกันนั้นสำคัญกว่า ของเล่นเด็กที่ดีนั้นมีมากมายมากกว่าแค่การได้เล่นได้หยิบจับ จากข้อมูลล่าสุดที่ตีพิมพ์โดย Morgridge Institute for Research แสดงให้เห็นว่าของเล่นที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ในหลากหลายวิธีแต่ได้ประสิทธิภาพสุด คือการที่คุณได้เล่นของเล่นเหล่านั้นกับลูกๆด้วยกัน ของเล่นเด็กช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาทุกๆส่วนจากประสบการณ์จริง การมองเห็นสี การสัมผัส การได้ยิน และยังช่วยในการประมวลผลภาพ การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าของเล่นเป็นส่วนหนึ่งการสร้างบุคคลิกภาพ นิสัย การเจริญเติบโต การแก้ปัญหา IQ และ EQ ของเด็กๆและจะส่งผลสะท้อนออกมาเมื่อเค้าเจริญเติบโตขั้น นอกเหนือจากนี้ จากการศึกษาจริงที่ตีพิมพ์โดย American Academy of Pediatrics ได้แสดงให้เห็นว่าการเล่นกับลูกของคุณเป็นวิธีอันดับหนึ่งในการสร้างความผูกพันที่มั่นคงและยั่งยืนและไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่าการมีของเล่นดีดีซักชิ้นและคุณนั่งเล่นอยู่กับเค้าสอนเค้าไปพร้อมๆกัน ของเล่นแสนสนุกที่คุณสามารถสนุกด้วยกันได้นั้นควรมีเทคนิคฝึกสมองแซรกอยู่ด้วย โดยเลือกให้เหมาะตามช่วงวัย ช่วงอายุที่พวกเค้ากำลังเจริญเติบโต แม้บางครั้งการเล่นของเล่นกับลูกๆค่อนข้างใช้เวลาเกือบจะหมดวันที่หมดไป แต่เชื่อเถอะว่าเค้าได้คุณค่ามากกว่าการได้นั่งเล่นคนเดียว Ref : https://thewifechoice.com/best-toys-for-babies-aged-0-6-months/ #อาหารสมอง #ภัยร้ายในเด็ก #เด็กติดมือถือ #เด็กติดไอแพดแท็บเล็ต #เด็กติดจอ #เด็กสมาธิสั้น #ลูกสมาธิสั้น #ลูกดื้นโววายไม่นิ่ง #เสริมพัฒนาการเด็กตามวัย #ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็กตามวัย #เด็กชอบ #ของเล่นสำหรับลูกตามวัย #ขายของเล่นออนไลน์ #รีวิวของเล่นเด็ก #แนะนำของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก #Amarinbabykids #ของเล่นเด็ก #toptoys #besttoy #ราคาของเล่นเด็ก #วิธีสอนด็ก #IQเด็ก #วิธีสอนเด็ก #สมองเด็ก #เพลงกล่อมเด็กพัฒนาสมอง #จิตแพทย์
พ่อแม่ต้องทำอย่างไร เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยอย่างสมวัย โดยใช้เวลา 180 นาทีต่อวันวิธีกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย พ่อแม่สามารถทำได้ทุกคน โดยนายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ พ่อแม่นิยมเลี้ยงลูกโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ล้วนเป็นสิ่งที่ทำลายพัฒนาการเด็กมากขึ้น ทำให้เด็กขาดทักษะทางด้านการสื่อสาร สมาธิ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ปี กิจกรรมที่เหมาะกับเด็กวัยแรกเกิด – 5 ขวบ คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย หรือกิจกรรมทางกายภาพ หากจะแบ่งเป็นช่วงอายุ เราสามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 : เด็กอายุ 0-1 ปีเด็กกลุ่มนี้ พ่อแม่ควรเน้นกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายแบบเบาๆ เช่น การให้นอนคว่ำชันคอขึ้นแล้วหันไปข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ให้ลูกน้อยได้ลองชันตัวขึ้นจากพื้น การเอื้อมมือหยิบจับลูกบอลหรือของเล่น การคลาน การนั่งและเอี้ยวตัวไปเล่นของเล่นได้อย่างอิสระ การยืนโดยให้เกาะกับสิ่งของอื่นอยู่ และการเล่นกับพ่อแม่ ทั้งหมดนี้ พ่อแม่ต้องค่อยๆ ดูตามพัฒนาการของลูก ดูว่าลูกเรามีความพร้อมในแต่ละกิจกรรมเมื่อไหร่ เพื่อจะได้ส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยอย่างดีที่สุด กลุ่มที่ 2 : เด็กอายุ










